วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

“มหัศจรรย์แห่งการอ่าน” สู่งานวิจัย


แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่ม “มหัศจรรย์แห่งการอ่าน” ของ “เมม ฟ็อกซ์” แปลโดย “รวิวาร โฉมเฉลา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ราคา 125 บาท ตีพิมพ์เมื่อปี 2550 เนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนั้น ผู้เขียนได้อธิบายถึงประสบการณ์จากการอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟังวันละ 3 เล่ม

วิธีการง่ายๆ ที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญมากนักสำหรับคนทั่วไป (ที่ไม่รักการอ่าน) แต่มันก็เป็นพลังและแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนในสายอาชีพ “ครู” แห่งเมือง “ยโสธร” นำไปประยุกต์และพัฒนาไปเป็นโครงการวิจัย “ชวนกันอ่านหนังสือให้เด็กฟัง” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มี คุณนรรถฐิยา ผลขาว เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อหารูปแบบและแนวทางพัฒนากระบวนการรับรู้ของเด็กๆ จากหนังสือเล่มนั้น

“ก่อนหน้านั้นก็เห็นผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่บอกว่าประเทศไทยมีผู้ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคน และเกือบทั้งหมดให้เหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า ขณะที่เด็กๆ ที่มีอายุระหว่าง 10-14 ปี ให้เหตุผลที่ไม่อ่านหนังสือว่าเพราะไม่ชอบ และไม่อยากอ่าน….เหมือนขี้เกียจอ่านนั่นเอง”

หัวหน้าโครงการวิจัยยังบอกอีกว่า ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข้อมูลทำนองเดียวกันเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ และที่น่าตกใจก็คือ คนไทยอ่านหนังสือน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และสิงคโปร์ ในขณะที่เวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม และสิงคโปร์ 45 เล่ม คนไทยอ่านเพียงปีละ 2 เล่ม เท่านั้น!!!

รู้อย่างนี้แล้ว เรายังจะอยู่เฉยได้อีกหรือ? “พอมีโอกาสได้อ่านหนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ที่เขียนโดย “เมม ฟ็อกซ์” และแปลโดย “รวิวาร โฉมเฉลา” เลยคิดว่าน่าจะลองนำรูปแบบในหนังสือมาใช้ดู ด้วยการทดลองชวนพรรคพวกในกลุ่มที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน”

จากนั้นก็ไปชวนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก และครูในศูนย์เด็กเล็กและชั้นอนุบาลในโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมงานด้วย ทำให้มีผู้ร่วมโครงการที่เป็นเด็กแรกเกิด-3 ปี จำนวน 92 คน นั่นหมายความว่าจะมีพ่อ-แม่หรือผู้ปกครองเข้ามาร่วมทีมอย่างน้อย 92 คนเช่นกัน

นอกจากมีเด็กแรกเกิดยังมีเด็กๆ อายุ 3-5 ปี อีก 288 คน (บวกผู้ปกครอง 288 คน) และทีมวิจัยอีก 24 คน สรุปคือ งานนี้ขนกันมาทั้งชุมชน

“มีคนถามว่าทำไมต้องมีเด็กแรกเกิดเข้ามาอยู่ในกระบวนการวิจัย เพราะมีการเชื่อกันว่า “เด็กเพิ่งเกิดมันไม่รู้เรื่องหรอก” “ทำไมไม่รอให้ครูสอนตอนเข้าโรงเรียน”….ประเด็นนี้สามารถอธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่เส้นประสาทหลักๆ ซึ่งบ่งบอกสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด และจินตนาการสร้างสรรค์ของเด็กจะวางเครือข่ายสำเร็จภายในอายุเพียงหนึ่งขวบเท่านั้น และสมองจะเติบโตมากที่สุดช่วงในช่วงอายุระหว่าง 0-6 ปี ช่วงนี้จึงถือว่าเป็นเวลาทองหากเราจะพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้กับเด็ก” หัวหน้าโครงการวิจัยอธิบาย

และเมื่อได้ทีมวิจัย ได้ผู้ใหญ่มาเป็นคนอ่าน และได้ “เด็ก” เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจาก “ฟัง” และ “จินตนาการ” ตามแต่ใจจะคิด แนวทางถัดมาคือทีมวิจัยได้ทำการสำรวจข้อมูลการอ่านหนังสือของกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการซึ่งก็ทำให้พบว่า มีบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่เล่านิทาน และหรืออ่านหนังสือให้เด็กฟังเพียง 16% เท่านั้น เมื่อไม่มีกิจกรรมอื่น เวลาของเด็กๆ จึงหมดไปกับการดูโทรทัศน์เฉลี่ย 2-3 ชั่วโมง/วัน

ผลการสำรวจ นอกจากจะทำให้พบว่า เวลาอันมีค่าถูกใช้ไปกับการดูทีวี ข้อค้นพบที่น่าขบคิดอีกประการหนึ่งคือ ในขณะที่เรามีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติกันในกรุงเทพมหานคร เรามีแผงและร้านขายหนังสือที่ตีพิมพ์แต่เรื่องราวที่ไม่ค่อยจะประเทืองสติปัญญาผู้คนเท่าไหร่นั้น แต่ชาวบ้าน และเด็กๆ ในชนบทห่างไกลเข้าไม่ถึงหนังสือ บางครอบครัวไม่มีแม้แต่ปฏิทิน หรือหนังสือพิมพ์เก่า ”ไม่มีที่ซื้อหนังสือสำหรับเด็ก และหนังสือดีๆ สำหรับเด็กมีราคาแพงมาก และร้านหนังสือประจำอำเภอไม่มีหนังสือสำหรับเด็กขาย มีแต่หนังสือพิมพ์และหนังสือจำพวกนิตยสาร ดาราภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนบางแห่งที่พอจะมีหนังสือสำหรับเด็กอยู่บ้างแต่ก็หวงกลัวหนังสือเก่า หรือชำรุด จึงเก็บไว้อย่างมิดชิด ทำให้เด็กเข้าไม่ถึงหนังสือที่มีอยู่”

เมื่อเห็นปัญหา และรับทราบข้อจำกัด ต่อมาจึงเป็นขั้นตอน “ปฏิบัติการอ่านหนังสือ” โดยโครงการวิจัยมีหนังสือให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองไปอ่านให้เด็กๆ ฟังคนละ 2 เล่ม จะอ่านเวลาไหนก็ได้ เพียงวันละไม่กี่นาที จากนั้น 2-3 เดือน มหัศจรรย์แห่งการอ่านก็เกิดขึ้นหลายประการ

เกิดหนอนหนังสือตัวน้อย ทีมวิจัยที่ออกเก็บข้อมูลพัฒนาการหลังจากการอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟังเล่าว่า หนังสือเป็นแรงดึงดูดให้เด็กๆ เข้าหาอย่างรวดเร็ว จนแทบจะพูดได้เลยว่า “การอ่านเป็นธรรมชาติของเด็ก”

“เช่น น้องนริตา อยู่กับตายายและน้าสะใภ้ วันแรกที่ได้หนังสือไปก็จะอยู่กับหนังสือเกือบทั้งวัน ชนิดไปไหนก็เอาไปด้วย เพราะทั้งบ้านไม่มีหนังสือเลยสักเล่ม เมื่ออ่านให้ฟังเพียง 2-3 ครั้งก็จะจำได้ และบางครั้งก็ส่งเสียงอ่านตาม เพราะเป็นเด็กที่มีความจำดีมาก เช่นเดียวกับ สิริราช อายุ 1 ปี 1 เดือน ซึ่งเวลาไปเยี่ยม ตากับยายที่เลี้ยงก็บอกว่า “เขาชอบหนังสือเป็ด” วันหนึ่งเห็นเป็ดเดินผ่านก็ชี้แล้วร้องเสียงดัง เลียนแบบในหนังสือ

ขณะที่น้องวริศรา อายุ 1 ปี 1 เดือน ซึ่งปกติเป็นเด็กขี้แย เวลาร้องไห้ก็จะอ่านหนังสือให้ฟังก็หยุดร้อง เห็นของเล่นก็ไม่ชอบเท่าหนังสือ”

ความมหัศจรรย์แห่งการอ่านยังไม่หมดเท่านั้น…. คุณแม่ของน้องอายุ 3 เดือนคนหนึ่งสะท้อนว่า “แต่ก่อนคิดว่าเด็กเล็กไม่น่าจะฟังรู้เรื่อง แต่พอเริ่มอ่านหนังสือ เขาจะนั่งนิ่งเหมือนกำลังฟัง อารมณ์ดีและหลับง่ายเวลาอ่านหนังสือให้ฟัง” ซึ่งก็ตรงกับประสบการณ์ของคุณยายที่เลี้ยง น้องนภัสนันท์ วัย 7 เดือน บอกว่า “เวลาตื่นนอนก็จะอ่านให้ฟัง ให้ดูภาพไปด้วยจะคุยอ้อแอ้ตาม อารมณ์ดี จะอ่านและทำท่าทางประกอบตามหนังสือ อุ้มใส่ตักจับมือปรบมือจะชอบมาก”

จากประสบการณ์อันปลื้มปีติของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่นำเอา “การอ่าน” ไปปฏิบัติด้วยตนเองจนเห็นผล แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการช่วยสร้างพัฒนาการทางสมองแก่เด็กๆ ในวัยที่กำลังเจริญเติบโต สิ่งที่แอบซ่อนมาคือ “ความสัมพันธ์” ของเด็กๆ และผู้ใหญ่ และสำคัญกว่านั้นคือ เกิด สังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะบางพื้นที่แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายก็หันมาให้ความสนใจ เด็กเล็กๆ บางคนจะถือหนังสือ ก.ไก่ มาให้เด็กโตอ่านให้ฟังด้วย เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้เกิดขึ้นในชุมชน

“การอ่าน” -ยังแสดงพลังต่อไป เพราะเมื่ออ่านมาก เด็กๆ รับรู้มาก เกิดการคิดตาม พัฒนาการของเด็กทำให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหลายคนรู้สึกเสียดาย ที่ปล่อยให้เด็กๆ โตมาโดยที่ไม่มีโอกาสได้พัฒนาการเรียนรู้ให้แก่บุตรหลานของตัวเอง เช่นคุณตาวัย 70 ปีบอกว่า “เสียดาย…ไม่รู้มาก่อนว่าหนังสือจะช่วยทำให้เด็กฉลาดได้ขนาดนี้ ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกจะเลี้ยงลูกไม่ให้โง่ นี่เราปล่อยให้ลูกโตจน 7 ปี ถึงเอาไปเข้าโรงเรียน ไม่มีโอกาสแม้แต่จะสัมผัสหนังสือก่อนเข้าโรงเรียน ไม่มีโอกาสอ่านหนังสือให้ลูกฟัง”

เห็นพลังของการอ่านมากขนาดนี้ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาให้ความสำคัญกับการ “อ่านหนังสือให้เด็กฟัง”

ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.)
ที่มา : http://www.bookandreading.com/bookreaerch/

การอ่าน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์








ใครๆ ก็รู้ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบใน พ.ศ.2544 ว่า โดยเฉลี่ยทั้งประเทศแล้ว คนไทยอ่านหนังสือกันแค่วันละ 2.99 นาทีเท่านั้น (คงหมายความว่าเอานาทีมาแบ่งออกเป็นร้อยส่วน ไม่ใช่ 60 ส่วน ทำไมต้องทำอย่างนั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน)

แม้ว่าตัวเลขนี้ดูอัปลักษณ์อย่างไรก็ตาม ประเทศเพื่อนบ้านเราโดยส่วนใหญ่ก็มีสถิติไม่งดงามไปกว่าเราเท่าไรนัก ยกเว้นสิงคโปร์

ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะคนไทยอ่านหนังสือไม่ออกนะครับ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน เด็กไทยใช้เวลาในโรงเรียนมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยส่วนใหญ่ จะแพ้ก็แต่เด็กฟิลิปปินส์เท่านั้น

เช่นเดียวกับอัตราการรู้หนังสือของไทย (ในปี 2543) ก็สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด ยกเว้นแต่ฟิลิปปินส์เท่านั้นเหมือนกัน (รู้หนังสือแปลว่าอ่านและเขียนข้อความง่ายๆ ได้-แน่นอนว่าความสามารถเพียงเท่านี้ยังไม่อำนวยความเพลิดเพลินในการอ่านได้)ผมคิดว่าที่คนไทยอ่านหนังสือน้อยนั้น มีสาเหตุมาจากสองปัจจัย ที่เชื่อมโยงกันและกันอยู่ด้วย และสองสาเหตุนี้หาได้เกี่ยวกับการใช้เวลาในโรงเรียนมากหรือน้อย (เช่น เด็กสิงคโปร์ใช้เวลาในโรงเรียนโดยเฉลี่ยน้อยกว่าเรา แต่อ่านหนังสือมากกว่าเรา) และหาได้เกี่ยวกับความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ (แน่นอนว่าจะอ่านหนังสือ ก็ต้องอ่านออกเสียก่อน แต่อ่านออกอย่างเดียวไม่พอ)


มีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สำคัญไม่น้อยกว่าการศึกษา (ในแบบ) ที่ทำให้คนอ่านหนังสือ และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ว่านั้นในเมืองไทยไม่มีหรือมีน้อย นั่นก็คือเงื่อนไขทางวัฒนธรรม และเงื่อนไขทางสังคม

ผมขอพูดถึงเงื่อนไขทางวัฒนธรรมก่อน เพราะเรามักลืมไปเวลาพูดถึงการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน

การรับรู้ข่าวสารข้อมูลผ่านการอ่านนั้นเป็นวัฒนธรรม ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกไม่นานมานี้เอง แม้ชาติต่างๆ จะคุยโตโอ้อวดว่าตัวมีหนังสือใช้กันมากี่ร้อยกี่พันปีแล้วก็ตาม จนถึงประมาณรัชกาลที่ 5 นี้เอง ที่เพิ่งจะมีวรรณกรรมไทยที่เขียนขึ้นเพื่อการอ่าน ก่อนหน้านั้น เขาสร้างวรรณกรรมเพื่อการฟังหรือการชม (การแสดง) ทั้งนั้น

เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีการพิมพ์ ที่ทำให้สามารถผลิตเอกสารสำหรับอ่านได้ในราคาถูก การอ่านหนังสือก็เป็นสมบัติของอภิสิทธิ์ชนจำนวนน้อยเท่านั้น คนเหล่านี้อาจเป็นเจ้านายหรือเป็นนักบวชและปัญญาชนซึ่งฝากตัวอยู่กับเจ้านายหรือศาสนา

ที่เหลือถึงอ่านออกบ้าง ก็ไม่ได้มีโอกาสอ่าน และทำให้การอ่านไม่เป็นทางผ่านของข่าวสารข้อมูลมากนัก นอกจากประกาศของทางการซึ่งนานๆ ครั้งถึงจะมีติดไว้ให้อ่าน

ถึงในยุโรปก่อนหน้าจะมีการพิมพ์ก็ไม่ต่างอะไรกันนัก คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านหนังสือ แม้ว่าจำนวนของคนที่ผมเรียกว่าอภิสิทธิ์ชนของเขามีมากกว่าของเรา จนพอจะเลี้ยงงานเขียนเพื่อการอ่านได้มากกว่าเรา แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อ่านหนังสือหรอกครับ

ถ้าจะฝึกนิสัยรักการอ่าน สำนึกข้อนี้สำคัญนะครับ เพราะเราควรรู้ว่าเรากำลังปลูกฝังนิสัยที่ไม่เคยมีในวัฒนธรรมไทยมาก่อน จะทำได้สำเร็จ ต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ช่วยกระตุ้นและโน้มน้าวอีกมาก ซึ่งผมรวมเรียกว่าเงื่อนไขทางสังคม


ผมยังอยากจะย้ำเตือนอีกอย่างหนึ่งในแง่วัฒนธรรมด้วยว่า พวกเราที่คุ้นเคยกับการรับสารผ่านการอ่าน อาจไม่รู้สึกว่า การรับสารผ่านการฟังกับการอ่านนั้นต่างกัน ไม่ใช่ต่างในแง่ของสำนวนและถ้อยคำและอารมณ์ซึ่งสื่อผ่านเสียงเท่านั้น แต่ต่างในด้านการใช้สมาธิเพื่อการรับสารก็ต่างกันด้วย

แม้เป็นการสื่อสารด้วยภาษาเหมือนกัน แต่ผมออกจะสงสัยว่าใช้สมองคนละส่วนกันทีเดียว แต่นี่ก็เดาส่งนะครับเพราะผมไม่ทราบว่าผลการศึกษาสมองเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว

การอ่านถึงได้เหนื่อยแก่คนที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการรับสารผ่านการอ่านไงครับ สมองรับสารไปย่อย บางส่วนก็ส่งไปให้หัวใจระทึกหรืออาดูร ท่ามกลางความเงียบ ไม่มีศัพท์สำเนียงใดๆ ให้ได้ยินเลย

ในฐานะคนเขียนหนังสือ ผมยังสงสัยเลยไปด้วยว่า แม้แต่สารที่จะสื่อให้คนอื่นผ่านการอ่าน ยังไม่เหมือนกับการฟังด้วยซ้ำ งานเขียนมันมีกรอบบางอย่างนอกจากภาษาที่บังคับตัวสารในการสื่อ และเจ้ากรอบที่ว่านี้ก็เป็นสารอย่างหนึ่งที่คนอ่านหนังสือต้องจับให้ได้ด้วย

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ แค่เรื่องวรรคตอนกับย่อหน้า ซึ่งคนที่ไม่อยู่ในวัฒนธรรมการอ่าน อาจจับความหมายของมันไม่ได้ เพราะมันทั้งเหมือนและไม่เหมือนการหยุดพูด

ผมขอออกนอกเรื่องตรงนี้นิดหนึ่ง เราชอบให้นักเรียนอ่านทำนองเสนาะ ที่จริงแล้วทำนองเสนาะคือการรับสารที่เป็นงานเขียนโดยผ่านการฟัง นอกจาก "ทำนอง" และความชัดถ้อยชัดคำแล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คืออารมณ์ เจื้อยแจ้วไปโดยไม่ทำให้เกิดอารมณ์ ถึงจะ "เสนาะ" อย่างไรก็ไม่ใช่การอ่านทำนองเสนาะ


และเพราะเรามีงานเขียนที่ไม่ได้มีไว้ให้ฟังมากขึ้น นอกจากทำนองเสนาะแล้ว ยังมีการอ่านที่ไม่ต้องมี "ทำนอง" อีกมาก ที่ "กวี" ชอบตะโกนใส่ไมค์นั่นก็อย่างหนึ่ง ทำกันจนเป็นแฟชั่นไปแล้ว แต่การอ่านนวนิยาย, เรื่องสั้น, ฯลฯ อย่างมีศิลปะก็ยังมีอีกนะครับ อ่านเพื่อนำเอาสาร (ซึ่งเป็นทั้งเรื่องราว, ความคิดและอารมณ์ความรู้สึก) ซึ่งเป็นทั้งตัวหนังสือและไม่เป็นตัวหนังสือไปถึงผู้ฟังให้ได้น่ะครับ

อย่าให้การอ่าน (ออกเสียง) มาสิ้นสุดลงแค่ชัดถ้อยชัดคำเลยครับ มีอะไรมากกว่านั้นอีกมากที่เราควรสนใจ
คราวนี้ผมขอพูดถึง เงื่อนไขทางสังคม ซึ่งหากเราเข้าใจตรงนี้ให้ดีแล้ว ก็เป็นไปได้ที่เราจะแหกออกไปจากวัฒน-ธรรมไทยซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมการอ่าน

การทำให้เกิด "โอกาส" ที่จะได้อ่านนั้น สำคัญแน่ ความพยายามของภาครัฐที่จะส่งเสริมให้มีที่อ่านหนังสือและห้องสมุดก็ทำกันมานาน แต่ที่อ่านหนังสือโดยเฉพาะที่เรียกว่าห้องสมุดนั้น ไม่ใช่ที่เก็บหนังสือนะครับ แต่เป็นศูนย์กลางที่จะทำให้คนมาทำอะไรอื่นๆ ซึ่งผูกโยงเข้าไปกับการอ่านด้วย

ห้องสมุดต้องมีกิจกรรมครับ ไม่ใช่กิจกรรมการอ่านโดยตรงก็ได้นะครับ แต่ต้องใช้ความแยบคายในการจัด แฝงการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นในกิจกรรมสนุกๆ ให้ผู้เข้าร่วมหันเข้าหาความรู้หรือความเพลิดเพลินจากการอ่าน

สำนักงานสถิติแห่งชาติไปถามชาวบ้านว่า ทำอย่างไรดีถึงจะให้คนชอบอ่านหนังสือมากขึ้น คำตอบแรกที่ได้คะแนนสูงสุดคือทำหนังสือให้ถูกลง หนังสือนั้นเป็นสินค้าประหลาดอีกอย่างหนึ่ง คือ economy of scale หรือปริมาณการผลิตที่สูงขึ้นไม่ทำให้ราคาต่ำลงเท่าไรนัก

แต่หนังสือจะถูกลงมากหากมีห้องสมุดมากๆ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยืมหนังสือจากห้องสมุดย่อมถูกกว่าไปซื้อหามาอ่านคนเดียว จนกระทั่งราคาไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไร หนังสือเล่มละพันบาท อ่าน 20 คนเหลือเล่มละ 50 บาทเท่านั้น

ปัญหาจริงๆ ของเราจึงอยู่ที่เรามีห้องสมุดน้อยเกินไป ซ้ำที่มีน้อยก็ยังซังกะตายทำไปโดยไม่หาทางที่จะเพิ่มลูกค้าให้มากขึ้นเสียอีก

ผมก็ไม่ทราบว่า เมื่อประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วนี้ เขาเพิ่มงบประมาณห้องสมุดและการฝึกบรรณารักษ์ให้เลิกตายด้านมากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่านิสัยรักการอ่านนั้น หากปลูกฝังมาแต่เด็กในโรงเรียนได้ก็น่าจะอยู่ยั่งยืนต่อไป โรงเรียนและบ้านเป็นผู้ผลิตนักอ่านที่สำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน

แต่การอ่านเป็นสิ่งแปลกปลอมในระบบการสอนของโรงเรียน (ไล่ไปจนถึงมหาวิทยาลัย) นะครับ คืออ่านไปทำไมก็ไม่รู้ เพราะครูไม่ได้อยากให้นักเรียนรู้อะไรมากไปกว่าที่ท่านรู้ การอ่านตำรานั้นช่วยเพิ่มมิติและมุมมองอันหลากหลายให้แก่ประเด็นวิชาการ แต่การศึกษาไทยไม่ต้องการคำตอบที่หลากหลายมิติและมุมมอง ต้องการแต่ที่เชื่อว่า "ถูก" อันเดียว เหมือนข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยแหละครับ คือรู้ว่าอันไหนถูกก็เลือกกามา อย่าคิดมาก เพราะจะทำให้เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

ตราบเท่าที่การศึกษาไทยเป็นอย่างนี้ ผมก็เชื่อว่าอย่างไรเสียคนไทยก็คงไม่รักการอ่านอยู่ตราบนั้น

อันที่จริงผมควรกล่าวด้วยว่า ในสมัยโบราณของทุกสังคมนั้น รัฐอาจควบคุมข่าวสารข้อมูลทุกด้านไม่ได้ เช่น คุมข่าวลือไม่ได้ คุมคำซุบซิบนินทาไม่ได้ คุมตลกไม่ได้ แต่ข่าวสารข้อมูลอย่างเดียวที่รัฐคุมได้แน่นปั๋งเลย คือข่าวสารข้อมูลผ่านการอ่าน เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านอะไรนอกจากที่รัฐหรือศาสนาให้อ่าน

หลังยุคของการพิมพ์แล้ว อำนาจควบคุมอันนี้ของรัฐหายวับไปกับตา ยิ่งกว่านี้คนอ่านหนังสือยังอ่านเงียบๆ อยู่คนเดียว คิดอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวกว่าการฮาแก่ตลกหนังตะลุงเป็นอันมาก

ทั้งนี้ ย่อมทำความตระหนกแก่รัฐอย่างมาก และนี่คือที่มาของการเผาหนังสือ, แบนหนังสือ, หรือจับคนเขียนเข้าคุก ซึ่งยังทำสืบมาในเมืองไทยถึงทุกวันนี้

การอ่านเปิดเสรีภาพที่ควบคุมยากมาก แม้แต่กฎหมายเซนเซอร์ที่เข้มงวดยังคุมไม่อยู่ บางคนบอกว่าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ของไทยนี่แหละครับ ที่มีส่วนอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งในการทำให้เกิดการปฏิวัติของนักศึกษาประชาชนในปี 1988 ในพม่า

ด้วยเหตุดังนั้น หากรัฐไทยอยากให้คนไทยรักการอ่าน ผมคิดว่าต้องถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่า ไม่รังเกียจเสรีภาพที่ตามมากับการอ่านด้วยนะครับ

* เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1517 ประจำวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552
ที่มา : http://stang.sc.mahidol.ac.th/bookfair/Article002.htm

วิกฤตคนไทยกับการอ่านหนังสือสู่วาระแห่งชาติ


แม้ในปี 2550 ที่ผ่านมาจะยังไม่มีการรวบรวมหรือจัดทำสถิติจำนวนคนไทยที่ไม่รู้หนังสือแต่ หากย้อนกลับไปดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จัดทำตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 จะพบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยเหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า ขณะที่เด็กที่มีอายุ 10-14 ปี กว่า 60% ให้เหตุผลในการไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ และไม่สนใจ

ส่งผลให้สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยเพียงปีละ 2 เล่ม ซึ่งนับว่าต่ำมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม จากเหตุดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นว่า การอ่านหนังสือของคนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง

การเดินหน้าผลักดันให้การอ่านหนังสือ จึงถูกหยิบยกให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยมีสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศ (ส.พ.จ.ท.) (The Publishers and Booksellers Association of Thailand) เป็นแม่งานหลัก ซึ่งภาระหน้าที่ดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายขององค์กรต่างๆ อย่างเต็มที่

โดยนางริสรวล อร่ามเจริญ นายก ส.พ.จ.ท. เล่าให้ฟังว่า การผลักดันให้การอ่านหนังสือเป็นวาระแห่งชาติ ต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เด็กไทยสนใจการอ่านหนังสือ ขณะเดียวกันก็ต้องมียุทธศาสตร์ในการสนับสนุน และแก้ไขปัญหาการไม่อ่านหนังสือของเด็กไทยให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการพัฒนาหนังสือให้เหมาะกับความต้องการของเด็กในวัยต่างๆ การจัดทำรูปเล่มที่น่าสนใจ หรือแม้กระทั่งการจัดทำเป็น e-book เพื่อสร้างความแตกต่างและน่าสนใจตรงกับพฤติกรรมเด็กที่นิยมเรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า หนังสือกลุ่มเด็กและเยาวชน มีการพัฒนาและจัดพิมพ์ ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของมูลค่าตลาดรวมหนังสือ และคาดว่าในอนาคตหนังสือกลุ่มเด็กและเยาวชนจะเติบโตและมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ขณะที่การกระจายหนังสือให้เข้าถึงมือเด็กและเยาวชน การส่งเสริมให้หนังสือมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม การปกป้องเด็กจากสื่อที่เป็นภัย และขจัดอุปสรรคต่อการอ่านหนังสือของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของเกม และสื่ออื่นๆ ที่ยากแก่การควบคุม ก็ล้วนมีความสำคัญและต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้จากข้อมูลของส.พ.จ.ท. ยังระบุว่า ในปี 2550 หากจำแนกตามชื่อเรื่อง จะพบว่ามีหนังสือออกใหม่รวม 11,455 เรื่อง สูงกว่าปี 2549 ในสัดส่วน 31.4% ซึ่งคาดว่าในปี 2551 จำนวนหนังสือออกใหม่จะอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับปี 2550 เนื่องจากสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ยังระมัดระวังเรื่องของการผลิตเป็นหลัก โดยยอดจำหน่ายหนังสือในปี 2550 ซึ่งประมาณ 18,000 ล้านบาทนั้น 62.8% มาจากสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ รองลงมาคือ 25% มาจากสำนักพิมพ์ขนาดกลาง ส่วนที่เหลือ 12.2% มาจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ขณะที่ภาพรวมของยอดจำหน่ายหนังสือในปี 2551 คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 19,800 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เด็ก เยาวชน และผู้ที่รักการอ่านหนังสือได้มีโอกาสสัมผัส และเลือกซื้อหนังสือได้ง่ายขึ้น คือเรื่องของจำนวนร้านหนังสือที่เปิดให้บริการ ซึ่งในปี 2550 พบว่า จำนวนร้านหนังสือที่เปิดใหม่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเติบโตถึง 100.31% การเติบโตดังกล่าวเกิดจากร้าน Book Smile ซึ่งเป็นร้านหนังสือในเครือเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ขยายสาขาจำนวนมาก

และหากศึกษาถึงจำนวนร้านหนังสือในประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2547 มีร้านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 759 ร้าน จากปีก่อนที่มีอยู่ 676 ร้าน ส่วนในปี 2548 มีร้านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 848 ร้าน และ 955 ร้านในปี 2549 ส่วนในปี 2550 พบว่ามีร้านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 1,913 ร้านเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี จำนวนร้านหนังสือที่มีอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร จะพบว่า ร้านหนังสือ 1 ร้านรองรับประชากรเฉลี่ย 32,952 คน ซึ่งเป็นปริมาณตัวเลขที่สูงมาก

นอกจากร้านหนังสือที่เป็นช่องทางการสร้างโอกาสให้คนไทยได้เลือกหาหนังสือที่ตรงกับความสนใจแล้ว การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่มีประจำทุกปีถือเป็นช่องทางหลักที่คนไทยผู้ชื่นชอบหนังสือรอคอยที่จะได้มีโอกาสเข้าชม สัมผัส และเลือกซื้อหนังสือที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นการซื้อเพื่ออ่าน และสะสม ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกันงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 7 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น นอกจากจะมีการแสดง จำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา อบรมสัมมนาเชิงวิชาการ การเปิดตัวหนังสือจากนักเขียนชั้นแนวหน้าและสมัครเล่นแล้ว ยังมีหนังสือให้เลือกหลากหลายทั้งหนังสือทั่วไป หนังสือเด็ก หนังสือแบบเรียน หนังสือเก่า และหนังสือจากต่างประเทศ รวมกว่า 870 บูธ จากสำนักพิมพ์กว่า 400 แห่ง

การเดินหน้าผลักดันให้คนไทยรักการอ่านหนังสือ คงต้องมีแนวคิดและกลวิธีที่มากกว่าการเชิญชวน และหากได้รับการสนับสนุน และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องรวมพลังอย่างเต็มที่ เชื่อว่าวิกฤติการอ่านที่กำลังเผชิญกันอยู่ในขณะนี้คงไม่สายเกินแก้…

* เผยแพร่ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจหน้าการตลาด ฉบับที่ 2401 15 ก.พ. - 18 ก.พ. 2552
ที่มา : http://stang.sc.mahidol.ac.th/bookfair/Article004.htm